Carry-over, Flush-out และเพดานจ่ายในแผน Binary อธิบายง่ายๆ

Carry-over, Flush-out และเพดานจ่ายในแผน Binary อธิบายง่ายๆ
สารบัญ
  1. ทบทวนการจับคู่ใน Binary
  2. Carry-over: ยกยอดไปรอบหน้า
  3. Flush-out: ตัดยอดทิ้งเมื่อไร
  4. Cap: เพดานจ่ายต่อรอบ/ตำแหน่ง
  5. ออกแบบให้บริษัทจ่ายไหว
  6. สรุป

ลองนึกภาพสมาชิกคนหนึ่งในแผน Binary มียอดซ้าย 3,000 PV และยอดขวา 1,200 PV สามกติกาที่ตัดสินว่าบริษัทจะจ่ายโบนัสเท่าไรและยอดที่เหลือจะไปไหน คือ Carry-over, Flush-out และ Cap บทความนี้อธิบายทั้งสามกติกาพร้อมตัวอย่างตัวเลข เพื่อให้เห็นว่าแต่ละกติกาเปลี่ยนผลลัพธ์อย่างไร

ทบทวนการจับคู่ใน Binary

แผน Binary จ่ายโบนัสจากการจับคู่ยอดซ้ายกับยอดขวา โดยทั่วไปจะจับคู่ตามอัตราส่วนที่กำหนด เช่น 1:1 หมายถึงจับคู่ยอดซ้ายกับขวาเท่าๆ กัน จากตัวอย่างยอดซ้าย 3,000 และยอดขวา 1,200 ระบบจะจับคู่ได้สูงสุด 1,200 PV (เท่ากับฝั่งที่น้อยกว่า) ส่วนยอดซ้ายที่เหลืออีก 1,800 PV จะเป็นยอดที่ยังจับคู่ไม่ได้ในรอบนี้ คำถามคือยอดที่เหลือนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อ ซึ่งขึ้นกับกติกา Carry-over และ Flush-out

Carry-over: ยกยอดไปรอบหน้า

Carry-over คือการยกยอดที่จับคู่ไม่ได้ในรอบนี้ไปรวมกับยอดรอบหน้า จากตัวอย่างข้างต้น ยอดซ้ายที่เหลือ 1,800 PV จะถูกยกไปรวมกับยอดซ้ายของรอบถัดไป บางแผนให้ยกไปได้ทั้งหมด บางแผนกำหนดเพดานการยก เช่น ยกได้ไม่เกิน 2,000 PV ต่อรอบ ส่วนที่เกินเพดานจะถูกตัดทิ้งตามกติกา Flush-out ต่อไป

Flush-out: ตัดยอดทิ้งเมื่อไร

Flush-out คือการตัดยอดที่ยกมาสะสมทิ้ง เพื่อไม่ให้ยอดคงค้างพอกพูนจนบริษัทต้องจ่ายโบนัสมหาศาลในอนาคต เงื่อนไขการ Flush-out มักกำหนดได้สองแบบ คือ ตามเวลา เช่น ยอดที่ค้างเกิน 60 วันให้ตัดทิ้งอัตโนมัติ หรือตามสถานะ เช่น ถ้าสมาชิกไม่ active ในรอบนั้น (ไม่ซื้อซ้ำตามเกณฑ์) ให้ตัดยอดที่สะสมไว้ทั้งหมดทิ้ง

Cap: เพดานจ่ายต่อรอบ/ตำแหน่ง

Cap คือเพดานสูงสุดที่สมาชิกหนึ่งคนจะได้รับโบนัสต่อวันหรือต่อรอบ ไม่ว่ายอดจับคู่ได้มากเท่าไร ถ้าคำนวณแล้วเกินเพดานที่กำหนดตามตำแหน่งของสมาชิกคนนั้น ระบบจะจ่ายให้แค่ตามเพดาน ส่วนที่เกินมักถูกตัดทิ้งไปพร้อมกับรอบนั้น Cap เป็นกลไกสำคัญที่ป้องกันไม่ให้สายงานที่โตเร็วผิดปกติดึงเงินออกจากบริษัทเกินกำลัง

ออกแบบให้บริษัทจ่ายไหว

วิธีตรวจว่าแผนที่ออกแบบไว้บริษัทจ่ายไหวจริงหรือไม่ คือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายรวม เช่น กำหนดไว้ว่าโบนัสจับคู่ทั้งระบบรวมกันต้องไม่เกิน 40% ของยอดขายทั้งหมดในรอบนั้น แล้วจำลองสถานการณ์ที่สายงานโตเร็วผิดปกติดูว่า Cap ที่ตั้งไว้ยังควบคุมยอดจ่ายรวมให้อยู่ในเปอร์เซ็นต์นั้นได้หรือไม่ ก่อนนำแผนไปใช้จริง

สรุป

Carry-over, Flush-out และ Cap เป็นสามกติกาที่ทำงานร่วมกัน เพื่อควบคุมไม่ให้แผน Binary จ่ายโบนัสเกินกำลังบริษัท ควรกำหนดตัวเลขทั้งสามให้ชัดเจนในแผนการตลาด และทดลองคำนวณกับสถานการณ์สมาชิกโตเร็วก่อนเปิดใช้งานจริง

อ่านเพิ่มเติมเรื่อง แผน Binary กับ Unilevel ต่างกันอย่างไร หรือ ส่งรายละเอียดมาให้เราประเมินฟรี

อยากได้ระบบแบบที่อ่านในบทความนี้?

เล่าโจทย์ของคุณให้เราฟัง ทีมงาน SangwaiDev ช่วยวางระบบและประเมินราคาให้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

แผน Matrix คืออะไร? ข้อดี ข้อจำกัด และเหมาะกับธุรกิจแบบไหน
ความรู้ระบบ MLM · 26 ตุลาคม 2569

แผน Matrix คืออะไร? ข้อดี ข้อจำกัด และเหมาะกับธุรกิจแบบไหน

แผน Matrix จำกัดทั้งความกว้างและความลึกของสายงาน เช่น 3×7 บทความนี้อธิบายวิธีทำงาน การวางตำแหน่ง Spillover และธุรกิจที่เหมาะ

แผน Stair Step และ Generation อธิบายง่ายๆ พร้อมตัวอย่าง
ความรู้ระบบ MLM · 22 ตุลาคม 2569

แผน Stair Step และ Generation อธิบายง่ายๆ พร้อมตัวอย่าง

แผนขั้นบันไดและแผนเจเนอเรชั่นให้รางวัลผู้นำที่สร้างทีม อธิบายเรื่องส่วนต่าง Breakaway Override และการนับรุ่นพร้อมตัวอย่าง

Roll Up (Compression) ในระบบ MLM คืออะไร ทำไมต้องมี
ความรู้ระบบ MLM · 19 ตุลาคม 2569

Roll Up (Compression) ในระบบ MLM คืออะไร ทำไมต้องมี

Roll Up คือการข้ามสมาชิกที่ไม่มีสิทธิ์ในสายงาน เพื่อให้คนที่ยังทำงานได้โบนัสครบ บทความนี้อธิบายพร้อมตัวอย่างการคำนวณ

ทักแชท LINE